บล็อกนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนรายวิชา อินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ของ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

การนอนกัดฟัน – สัญญาณและอาการ

การนอนกัดฟันคืออะไร
    ถ้าคุณตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดขากรรไกรหรือปวดศีรษะ นั่นแสดงว่าคุณมีอาการนอนกัดฟัน การนอนกัดฟันสามารถทำให้เกิดการปวดฟันและฟันโยก หรือบางส่วนของฟันสึกกร่อนไป ในที่สุดแล้ว การนอนกัดฟันอาจทำลายเนื้อเยื่อกระดูกและเหงือกในบริเวณที่เกี่ยวข้อง และอาจส่งผลต่อความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร เช่นกัน (TMJ).

เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีอาการนอนกัดฟัน
    สำหรับหลายๆ คน การนอนกัดฟันเป็นอาการที่เกิดโดยไม่รู้ตัว พวกเขาอาจไม่รู้จนกระทั่งมีคนมาบอกว่ามีการทำเสียงบดเคี้ยวที่น่ารำคาญในขณะนอนหลับ บางคนอาจจะรู้เมื่อพบว่าฟันสึกหรือสารเคลือบฟันแตกไปเวลาไปตรวจฟันกับทันตแพทย์
    สัญญาณของการนอนกัดฟันที่อาจพบได้อีกคือ การปวดหน้า ศีรษะ และคอ ซึ่งทันตแพทย์ของคุณสามารถทำการวินิจฉัยได้ว่าอาการเหล่านี้เป็นผลจากการนอนกัดฟันหรือไม่


การนอนกัดฟันรักษาได้อย่างไร
     วิธีรักษาที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุการเกิดปัญหา ทันตแพทย์จะทำการถามคำถามต่างๆ และตรวจฟันอย่างละเอียดเพื่อวินิจฉัยว่าอะไรคือสาเหตุของการนอนกัดฟันของคุณ จากระดับความเสียหายของฟันและสาเหตุที่เป็นไปได้ ทันตแพทย์อาจแนะนำให้

     การสวมที่ครอบฟันขณะนอนหลับซึ่งผลิตมาเพื่อให้พอดีกับฟันของคุณโดยเฉพาะ โดยที่ครอบฟันจะป้องกันไม่ให้ฟันบนบดกับฟันล่าง แม้ว่าจะเป็นการจัดการกับการนอนกัดฟันที่ดี แต่นี่ไม่ใช่การรักษา
    การหาวิธีผ่อนคลายความเครียดเนื่องจากความเครียดจะเป็นสาเหตุหลักของการนอนกัดฟัน อะไรก็ตามที่สามารถลดความเครียดก็จะช่วยลดการนอนกัดฟันได้ อาทิ การฟังเพลง การอ่านหนังสือ การเดินเล่น หรือการนอนแช่น้ำ การหาวิธีจัดการกับความเครียดในสถานการณ์ต่างๆ ก็อาจช่วยได้ นอกจากนี้ การใช้ผ้าอุ่นแนบกับใบหน้าด้านข้างก็สามารถช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อจากการนอนกัดฟันได้
    การลดจุดที่สูงสุดของฟัน เพื่อการทำให้ฟันเท่ากัน การบดเคี้ยวที่ผิดปกติโดยที่ฟันไม่สบกันพอดีสามารถแก้ได้โดยการเสริมฟัน การครอบฟัน หรือการจัดฟันได้

 
อุปกรณ์ที่ไว้สวมขณะหลับเพื่อป้องกันฟันของคุณ แต่ไม่ได้เป็นการรักษา
ที่มา :http://www.colgate.co.th/app/Colgate/TH/TH/OC/Information.cvsp

โรคเหงือกอักเสบคืออะไร สัญญาณ และ อาการ

โรคเหงือกคืออะไร
    โรคเหงือกคือการอักเสบของเหงือกที่สามารถพัฒนาไปเป็นการติดเชื้อที่กระดูกที่ยึดติดฟันและบริเวณใกล้เคียง โรคเหงือกเกิดจากแบคทีเรียซึ่งเป็นเหมือนฟิล์มที่ใสที่เกาะอยู่บนตัวฟัน ถ้าไม่ทำความสะอาดออกไปทุกวันด้วยการแปรงฟันและขัดฟัน คราบแบคทีเรียก็จะสะสม และไม่เพียงแค่เหงือกและฟันก็จะติดเชื้อ แต่รวมถึงเนื้อเยื่อและกระดูกที่ยึดติดกับฟันด้วย ซึ่งอาจทำให้ฟันโยก หลุด หรือต้องถูกถอน



ขั้นตอนของโรคเหงือก มี 3 ขั้นตอน :
     1. อาการเหงือกอักเสบ อาการอักเสบของเหงือกที่เกิดจากคราบแบคทีเรียสะสมตามร่องเหงือกนี้เป็นอาการเริ่มต้นของโรคเหงือก ถ้าการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันทุกวันไม่สามารถขจัดคราบแบคทีเรียได้ทั้งหมด ก็จะทำให้เกิดสารพิษที่จะทำลายเนื้อเยื่อเหงือก และเกิดเหงือกอักเสบ อาจมีการเลือดออกขณะแปรงฟันหรือขัดฟัน ในระยะเริ่มแรกนี้ อาการสามารถรักษาให้หายได้ เนื่องจากกระดูกและเนื้อเยื่อยังไม่ถูกทำลาย
2. อาการปริทนต์ ในระยะนี้ กระดูกและเส้นใยที่คอยยึดฟันไว้จะถูกทำลายไปแล้ว ร่องเหงือกจะกลายเป็นโพรงที่เศษอาหารและหินปูนจะเข้ามาสะสม การรักษาและการดูแลที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสียหายได้
3. อาการปริทนต์ขั้นรุนแรง ในระยะสุดท้ายนี้ กระดูกและเส้นใยที่คอยยึดฟันไว้จะถูกทำลายไปแล้ว และทำให้ฟันโยก ซึ่งจะส่งผลต่อการเคี้ยว ถ้าไม่ได้รับการรักษาแบบทันท่วงที อาจจะต้องถอนฟันในที่สุด
                                                                                          
เหงือกที่แข็งแรงคือ เหงือกที่ยึดแน่นกับฟันและไม่มีเลือดออก
เหงือกอักเสบ – เหงือกจะแดงและบวม อาจมีเลือดออกเวลาแปรงฟัน .
ปริทนต์ – เหงือกจะเริ่มแยกจากฟัน ทำให้หินปูนไปสะสมที่รากฟัน
ปริทนต์ขั้นรุนแรง – กระดูกและเนื้อเยื่อถูกทำลาย ฟันจะโยกหลวมและต้องถูกถอ


เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคเหงือก   
    โรคเหงือกสามารถเกิดได้กับทุกวัย แต่มักจะพบบ่อยในผู้ใหญ่ ถ้าตรวจพบในช่วงแรกจะสามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้น ควรพบทันตแพทย์ทันทีเมื่อคุณพบอาการต่อไปนี้
1.หงือกแดงและบวมหรือนุ่ม
2. เหงือกมีเลือดออกระหว่างแปรงฟันหรือขัดฟัน
3. ฟันดูยาวขึ้นเนื่องจากเหงือกร่นลงไป
4. เหงือกไม่ติดอยู่กับฟัน เหมือนมีร่อง
5. ฟันมีการขยับเขยื่อนเวลาเคี้ยว
6. มีหนองไหลออกมาจากบริเวณร่องเหงือก
7. มีกลิ่นปากหรือรสชาติประหลาดในปาก

โรคเหงือกรักษาได้อย่างไร 
          ระยะเริ่มแรกของโรคเหงือกสามารถรักษาได้ด้วยการแปรงฟันหรือการใช้ไหมขัดฟัน การดูแลสุขภาพปากและฟันที่ดีจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดคราบแบคทีเรียสะสม
                 การทำความสะอาดช่องปากด้วยทันตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเป็นทางเดียวที่จะขจัดคราบแบคทีเรียที่สะสมและแข็งตัว โดยทันตแพทย์จะทำการขูดหินปูนที่แข็งตัวออกจากฟันและร่องเหงือก ถ้ามีอาการมาก อาจจะต้องทำการรักษารากฟัน ซึ่งจะช่วยดูแลรากฟันไม่ให้หินปูนเข้าไปสะสมได้ง่าย
                โรคเหงือกระยะเริ่มแรกสามารถรักษาได้ก่อนที่จะลุกลาม ถ้ามีการตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ ถ้ามีอาการรุนแรง จะต้องทำการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เราจะป้องกันโรคเหงือกอักเสบได้อย่างไร 
    การดูแลความสะอาดของช่องปากและฟันที่ดีเป็นวิ่งสำคัญ การทำความสะอาดด้วยผู้เชี่ยวชาญก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันเมื่อมีการสะสมตัวของคราบแบคทีเรียที่มากและแข็งจนกลายเป็นหินปูน ซึ่งทันตแพทย์เท่านั้นที่จะขจัดออกได้
   เราสามารถหยุดโรคเหงือกก่อนที่จะเริ่มโดย:
- การแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธีเพื่อขจัดคราบแบคทีเรียไม่ให้สะสม
- การรับประทานอาหารที่ถูกโภชนาการสำหรับฟันและกระดูก
- การหลีกเลี่ยงบุหรี่ และยาสูบ
- การพบทันตแพทย์เป็นประจำ

ที่มา: http://www.colgate.co.th/app/Colgate/TH/TH/OC/Information/
OralHealthBasics.cvsp






อาการเสียวฟัน และกลิ่นปาก (Halitosis)

อาการเสียวฟันคืออะไร
     อาการเสียวฟันคือการปวดฟันอันเกิดจากการเสียผิวหน้าของฟันหรือเหงือก สาเหตุที่พบได้บ่อยของอาการเสียวฟันในผู้ใหญ่คือการที่รากฟันถูกสัมผัสเนื่องจากเหงือกร่น ทั้งนี้รากฟันไม่มีสารเคลือบฟันทำให้เปิดโอกาสให้เส้นประสาทฟันถูกเปิด เมื่อมีความร้อน ความเย็นมาสัมผัส เราจึงรู้สึกปวด
การละเลยความเสียวฟันสามารถนำไปสู่ปัญหาเรื่องเหงือกและฟันอื่นๆ ได้ โดยเฉพาะถ้าความเจ็บปวดทำให้เราแปรงฟันอย่างไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้มีความเสี่ยงต่อฟันผุและโรคเหงือก 


เราจะรู้ว่ามีอาการเสียวฟันได้อย่างไร
      ถ้าคุณเคยรู้สึกปวดเวลาดื่ม/รับประทานน้ำ/อาหารที่ร้อนหรือเย็น คุณกำลังมีอาการเสียวฟัน แต่ไม่ได้เป็นเพียงแค่คุณคนเดียวเท่านั้น หนึ่งในสี่ของผู้ใหญ่จะพบอาการเสียวฟันซึ่งเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา


เราจะรักษาอาการเสียวฟันได้อย่างไร
- แรกสุดคือการพบทันตแพทย์
- อาการเสียวฟันสามารถรักษาให้หายได้ ทันตแพทย์อาจจะสั่งเจลฟลูออไรด์สำหรับแปรงฟัน หรือน้ำยาบ้วนยาฟลูออไรด์ให้ คุณอาจจะลองใช้แปรงสีฟันที่ลดแรงเสียดทานสำหรับผู้ที่มีอาการเสียวฟันโดยเฉพาะ ควรปรึกษาทันตแพทย์ว่าผลิตภัณฑ์ลดการเสียวฟันชนิดไหนที่เหมาะกับคุณ
ควรระวังในการแปรงฟันให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้ฟันเสียจนเกิดอาการเสียวฟัน การแปรงที่แรงเกิดไป การรัดของฟันปลอม และลวดดัดฟันสามารถทำให้เกิดการเสียดสีและทำลายผิวฟันได้



กลิ่นปาก  (Halitosis)
กลิ่นปากคืออะไร
        ภาวะที่มีกลิ่นปากคือการที่ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น ซึ่งเป็นปัญหาที่หลายๆ คนอาจจะพบได้ มีการคาดการณ์ไว้ว่า ประมาณ 40% ของประชาการมีปัญหากลิ่นปากเรื้อรัง
กลิ่นปากอาจเกิดได้จากหลาย ๆ ปัจจัย อาทิ
1. การดูแลสุขภาพปากที่ไม่ดี (การแปรงฟันหรือขัดฟันที่ไม่ถูกวิธี)
2. โรคเหงือก
3. การกินอาหารงายชนิด เช่น หัวหอม หรือ กระเทียม
4. บุหรี่ หรือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
5. อาการปากแห้ง (อันเนื่องมาจากยา/การรักษาบางชนิด หรือการที่น้ำลายไม่หมุนเวียนในยามหลับ ซึ่งเรียกว่า กลิ่นปากยามเช้า”)

เราจะทราบได้อย่างไรว่ามีกลิ่นปาก
    วิธีหนึ่งที่จะทดสอบว่าคุณมีกลิ่นปากหรือไม่ คือ การใช้มือปิดปากและจมูกจากนั้นให้หายใจออกและดมกลิ่นปาก อีกวิธีหนึ่งก็คือการถามคนที่คุณไว้ใจว่าคุณมีกลิ่นปากหรือไม่ อย่าลืมว่าคนเราสามารถมี กลิ่นปากยามเช้าได้ อันเป็นผลมาจากการน้ำลายไม่หมุนเวียนขณะหลับซึ่งทำให้กรดและสิ่งตกค้างเกิดการสะสมในปาก การแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันอย่างทั่วถึงก่อนนอน และการแปรงฟันเป็นสิ่งแรกในยามเช้าก็จะช่วยขจัดอาการกลิ่นปากยามเช้าได้

เราจะป้องกันกลิ่นปากได้อย่างไร
นอกจากการหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดกลิ่นปากแล้ว คุณสามารถลดการเกิดกลิ่นปากได้โดย:
1. การแปรงฟันอย่างทั่วถึงวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟันทุกวันเพื่อขจัดหินปูนและเศษอาหาร การแปรงลิ้นก็สามารถช่วยลดกลิ่นปากได้เช่นกัน
2. การถอดฟันปลอมเวลานอน และทำความสะอาดก่อนที่จะใส่ในตอนเช้า
3. การพบทันตแพทย์เป็นประจำเพื่อทำการตรวจสุขภาพฟันและทำความสะอาด
       ถ้าคุณมีปัญหากลิ่นปากเรื้อรัง ซึ่งไม่สามารถทำให้หายได้จากการแปรงฟันหรือขัดฟัน ควรจะปรึกษาทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียด เพราะอาการนี้อาจทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาได้ ทันตแพทย์เท่านั้นที่จะบอกได้ว่า คุณกำลังมีปัญหาโรคเหงือก หรืออาการปากแห้ง หรือหินปูนสะสมจำนวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดกลิ่นปากได้ทั้งนั้น

ที่มา :
http://www.colgate.co.th/app/Colgate/TH/TH/OC/Information/
OralHealthBasics/CommonConcerns/Sensitivity/WhatisToothSensitivity.cvsp


ปัญหาฟันผุ

ฟันผุคืออะไร
     ฟันผุเป็นโรคในช่องปากอีกชนิดหนึ่งที่พบบ่อย วิธีการดำเนินชีวิตในแต่ละวันมีอิทธิพลอย่างมากต่อโอกาสที่จะเกิดฟันผุ อาทิ เรารับประทานอะไร เราดูแลฟันเราอย่างไร ใช้น้ำ หรือยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ผสมอยู่ หรือไม่ และกรรมพันธุ์ก็มีส่วนที่ทำให้เกิดฟันผุด้วย
    
ฟันผุมักเกิดขึ้นในเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็ยังมีโอกาสเสี่ยง ชนิดของฟันผุมีหลายอย่าง ได้แก่
·   ฟันผุทั่วไป ชนิดทั่วไปที่เกิดขึ้นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มักเกิดในส่วนผิวของฟันที่ใช้เคี้ยว หรือระหว่างซอกฟัน
·   ฟันผุในราก เมื่อมีอายุมากขึ้น เหงือกของเรามีสภาพเสื่อมลง ทำให้รากฟันปรากฏขึ้นมา และไม่มีส่วนใดมาครอบรากของฟันนั้น ส่วนที่ปรากฏออกมาจึงเกิดฟันผุได้ง่าย
·   ฟันผุซ้อนฟันผุ ฟันผุสามารถพัฒนาขึ้นรอบๆ บริเวณครอบฟันได้เพราะบริเวณนั้นมักมี แบคทีเรียสะสมอยู่ ซึ่งเป็นเหตุให้ฟันผุในที่สุด
               ผู้ใหญ่อาจเสี่ยงต่อฟันผุเพราะมีอาการปากแห้ง เนื่องจากไม่ค่อยมีน้ำลาย อาการปากแห้งนั้นมีสาเหตุมาจากอาการป่วย การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ การรักษาด้วยการฉายแสง และการใช้เคมีบำบัด อาจเป็นการรักษาเพียงชั่วคราวหรือต่อเนื่องขึ้นอยู่กับสาเหตุ
    ฟันผุเป็นเรื่องร้ายแรง ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา ฟันผุจะทำลายฟันของคุณและทำลายเส้นประสาท ที่ไวต่อความรู้สึก ซึ่งอาจทำให้เกิดหนอง และอาจจะติดเชื้อไปถึงรากฟัน ถ้าเป็นฝีหนองสามารถ รักษาได้จากการรักษารากฟัน การผ่าตัด หรือถอนฟัน
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นว่าฟันผุ
       ทันตแพทย์จะเป็นผู้บอกได้ว่าฟันผุจริงหรือไม่ เพราะฟันผุระยะเริ่มต้นจะเริ่มจากด้านในของฟันซึ่งเราจะยังไม่สามารถมองเห็นได้ เมื่อเราทานอาหารที่ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต (น้ำตาลและแป้ง) ซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียด้วย แบคทีเรียก็จะได้อาหารเช่นกัน เมื่อได้อาหาร แบคทีเรียจะผลิตกรดออกมาทำลายเคลือบฟัน ในระยะแรก เคลือบฟันจะแตกโดยที่ผิวชั้นนอกยังคงไม่ได้รับความเสียหาย
        ฟันผุส่วนมากเกิดจากการเป็นรูที่ด้านหลังของฟัน หรือระหว่างซอกฟัน และใกล้เหงือก แต่เมื่อ มันเกิดขึ้นมาแล้ว วิธีที่ดีที่สุด คือไปหาทันตแพทย์เพื่อตรวจตามปกติ อาจให้ตรวจหาและรักษา ฟันผุก่อนที่จะร้ายแรง

เราจะป้องกันฟันผุได้อย่างไร
1. แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งทุกวัน และใช้ไหมขัดฟัน เพื่อขจัดคราบระหว่างฟัน และเหงือก
2.ไปพบทันตแพทย์ตามกำหนด เพื่อป้องกันและหยุดปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น และเป็นการป้องกันปัญหาเล็กๆ ก่อนที่จะเป็นปัญหาใหญ่
3. ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อจำกัดจำนวนแป้งและน้ำตาล เมื่อคุณทานอาหารเหล่านี้ พยายามทานในมื้ออาหารแทนที่จะกินอาหารว่างบ่อยๆ เพื่อลดจำนวนครั้งที่ฟันจะผลิตกรด ที่ย่อยอาหารออกมา
4. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยฟลูออไรด์ รวมถึงยาสีฟัน
5. ให้มั่นใจว่าน้ำดื่มที่เด็กดื่มนั้นมีสารฟลูออไรด์ประกอบอยู่ด้วย ถ้าน้ำไม่มีสารฟลูออไรด์ ประกอบอยู่ ให้ทันตแพทย์หรือกุมารแพทย์สั่งอาหารเสริมที่มีฟลูออไรด์ เพื่อให้เด็กได้รับ ฟลูออไรด์อย่างเพียงพอทุกวัน

ฟันที่มีสุขภาพดีฟันผุระยะเริ่มแรก ฟันผุขั้นรุนแรง

ที่มา :

สุขภาพปากและฟันที่ดีคืออะไร

สุขภาพปากและฟันที่ดีหมายถึง
- ฟันที่และดูสะอาดไม่มีเศษอาหารติดอยู่
- เหงือกสีชมพู ไม่เจ็บ หรือมีเลือดออกเวลาแปรงฟันหรือขัดฟัน
- ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นปาก
         ถ้าเหงือกมีอาการเจ็บหรือเลือดออกเวลาแปรงฟันหรือขัดฟัน หรือมีปัญหาเรื่องกลิ่นปากตลอดเวลา ควรพบทันตแพทย์ เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของปัญหา
      ทันตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญสามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคเพื่อสุขภาพปากและฟันที่ดี ตลอดจนแนะนำบริเวณที่ต้องดูแลเป็นพิเศษระหว่างแปรงฟันหรือขัดฟัน

สุขภาพปากและฟันที่ดีจะปฏิบัติได้อย่างไร
         การรักษาสุขภาพปากและฟันที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณจะทำเพื่อเหงือกและฟันของคุณ ฟันที่แข็งแรงไม่เพียงแต่จะช่วยให้ดูดีและรู้สึกดีเท่านั้น แต่มันยังช่วยให้คุณรับประทานได้สะดวก และพูดได้อย่างชัดถ้อยชัดคำอีกด้วย สุขภาพปากและฟันที่ดีจึงมีความสำคัญต่อการความเป็นอยู่ที่ดี
         การดูแลประจำวัน ซึ่งก็คือการแปรงฟันอย่างถูกวิธี จะช่วยป้องกันเกี่ยวกับช่องปาก ทำให้เจ็บตัวน้อยกว่า ประหยัดกว่า และวิตกกังวลน้อยกว่าการที่ต้องรับการรักษาเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว
          นี่คือขั้นตอนง่ายๆ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อฟันผุ โรคเหงือก และปัญหาเกี่ยวกับฟันอื่นๆ ที่คุณควรจะปฏิบัติในระยะระหว่างการนัดพบทันตแพทย์
- การแปรงฟันอย่างทั่วถึงวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟันวันละครั้ง
- การรับประทานอาหารที่ถูกสัดส่วน และจำกัดอาหารว่างระหว่างมื้อ
- การใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์
- การบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากที่มีฟลูออไรด์ ในกรณีที่ทันตแพทย์แนะนำ
- การให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีดื่มน้ำที่ผสมฟลูออไรด์ หรือให้อาหารเสริมฟลูออไรด์

การแปรงฟันที่ถูกต้อง
1.  วางแปรงทำมุม 45°  กับแนวเหงือก และปัดออกจากแนวเหงือก.
2. แปรงเบาๆ ทั้งด้านนอน ด้านใน และบริเวณบดเขี้ยวอาหารโดยการสะบัดแปรงขึ้นลง
3. แปรงเบาๆ ที่ลิ้น เพื่อขจัดแบคทีเรีย และลดกลิ่นปาก 



ภาพที่ 1
   ภาพที่ 2


                                                                                              



    ภาพที่ 3



การใช้ไหมขัดฟันที่ถูกต้อง
1.ใช้ไหมยาวประมาณ 18" โดยปล่อยให้เหลือความยาวประมาณ 1-2”
2.ใส่ไหมไปตามซอกฟันเบาๆ
3. ทำความสะอาดตามร่องเหงือก โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้ไหมโดนเหงือก  




ภาพที่ 1 
 ภาพที่ 2





                                                                                                          ภาพที่ 3





ที่มา :http://www.colgate.co.th/app/Colgate/TH/TH/OC/Information.cvsp



วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

Antigravity Yoga หรือ โยคะต้านแรงโน้มถ่วง






ผู้รักสุขภาพทั้งหลายคงมีไม่น้อยที่เลือกการเล่น "โยคะ" เป็นการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นโยคะเย็น หรือโยคะร้อน ที่ฝึกในห้องควบคุมอุณหภูมิให้เท่าร่างกายเพื่อให้ร่างกายมีความยืดหยุ่นได้ดี แต่...วันนี้มีโยคะแนวใหม่ผุดขึ้นมาอีกหนึ่งรูปแบบแล้ว กับ "Antigravity Yoga" หรือ "โยคะต้านแรงโน้มถ่วง" ที่นายคริสโตเฟอร์ แฮร์ริสัน อดีตนักยิมนาสติกและนักเต้นบรอดเวย์ได้คิดค้นขึ้นมา และเปิดสอนอยู่ที่ OM Factory เมืองแมนฮัตตัน นิวยอร์ก สหรัฐฯ แถมมีนักเรียนให้ความสนใจมาเข้าคลาสโยคะนี้จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
ตามปกติแล้วในการฝึกโยคะแต่ละท่านั้น ครูผู้ฝึกมักหาตัวช่วยหรืออุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้ฝึกสามารถค้างอยู่กับโยคะท่าใดท่าหนึ่งได้นาน ๆ แต่สำหรับ Antigravity Yoga ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างโยคะแบบดั้งเดิม กายกรรมกลางอากาศ และพิลาเทส์ (Pilates) นั้นมีอุปกรณ์เสริมพิเศษเพียงอย่างเดียวและเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของโยคะรูปแบบนี้ นั่นก็คือเปลที่ห้อยลงมาจากเพดานเท่านั้น
สำหรับการฝึกโดยคะโดยใช้เปลเป็นตัวช่วยเช่นนี้ จะช่วยให้ผู้ฝึกโยคะสามารถคงอยู่ในท่าโยคะยาก ๆ ได้ง่ายและนานขึ้น รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยจัดระเบียบของร่างกายเสียใหม่ และลดแรงกดทับที่มีต่อกระดูกสันหลังในบางท่าที่ต้องมีการกลับหัวอีกด้วย


ส่วนโยคะแบบดั้งเดิมนั้นมีข้อดีทั้งฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่นของร่างกาย บุคลิกภาพดีขึ้น ช่วยฝึกสมาธิและความมั่นคงของจิตใจ และสำหรับโยคะต้านแรงดึงดูดซึ่งเป็นการผสานเอาการออกกำลังกายหลายแบบประยุกต์เข้าด้วยกันดังกล่าว จึงได้รับประโยชน์เหล่านี้เข้าไปเต็ม ๆ และยังได้รับความสนุกสนานจากความแปลกใหม่ของมันอีกด้วย
...แต่ข้อแนะนำก็คือ ไม่เหมาะที่จะฝึกด้วยตัวเองนะจ๊ะ ตกเปลหัวทิ่มมานี่ท่าทางจะเจ็บไม่เบาเลยทีเดียว

ตัวอย่างวิธีการฝึก Antigravity Yoga" หรือ "โยคะต้านแรงโน้มถ่วง















ที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=gdwqu_9llJ8&feature=player_embedded
          http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=nuGWMwwoL8k
          http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=x7TalnV6b1g
          http://health.kapook.com/view31399.html

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

10 อันดับขนมหวานชื่อก้องโลก

1. ทีรามิสุ ( Tiramisu )
เค้กชื่อดังของอิตาลีทำขึ้นจากเล ดี้ฟิงเกอร์ราดเอสเปรสโซ่ สอดไส้ด้วยมาสคาร์โปนชีสและซาบากลิออเน ลือกันว่าทีรามิสุมีจุดกำเนิดมาจากการที่แม่บ้านของทหารในสงครามโลกครั้งที่ สองทำเค้กให้สามีรับประทาน โดยเชื่อว่าส่วนผสมของคาเฟอีนกับน้ำตาลจะช่วยให้พวกเขามีพลังและแคล้วคลาดจากอันตราย ช่างโรแมนติคเสียนี่กะไร เหมาะจะเป็นของหวานรับวันวาเลนไทน์โดยแท้ 



2. บาคลาวา ( Baklava)
ประวัติที่แท้จริงของบาคลาวายากที่จะระบุให้แน่ชัด เพราะว่ากันว่ามันมีต้นกำเนิดจากจักรวรรดิอ็อตโตมัน ดินแดนเมโสโปเตเมียและอาหรับ โดยขนมหวานชนิดนี้ทำขึ้นจากการนำแป้งฟิลโลมาสอดไส้ไว้ด้วยถั่ว น้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อม หากต้องการลิ้มลองรสชาติ แบบต้นตำรับก็ต้องไปรับประทานถึงถิ่นที่อ้างว่าเป็นจุดกำเนิดทั้งกรุงอิสตันบูล กรุงเอเธนส์ และกรุงเบรุต แม้แต่ละที่อาจจะมีรสแตกต่างกันไปบ้างแต่ก็ยังการันตีได้ถึงความเอร็ดอร่อย

3. ไดฟุกุ ( Daifuku )
ขนมเจลลาตินทรงกลมจากแดนอาทิตย์อุทัยมักสอดไส้ไว้ด้วยถั่วแดงหวาน (และบางครั้งก็อาจเป็นแยมสตอเบอร์รี่ โรยด้วยแป้งบางๆโดยสามารถหาซื้อมารับประทานได้ทั้งจากกรุงโตเกียว โอซาก้า เกียวโต นากาโนะและทุกแห่งในญี่ปุ่น

 

4. กุหลับ จามาน ( Gulab Jamun)
ก้อนขนมปังหวานที่คงไม่ถูกปากฝรั่งตาน้ำ ข้าว แต่คอนเฟิร์มว่าอยู่ในรายชื่อขนมอันดับต้นๆ ของชาวอินเดีย และเมื่อมีคนกว่าพันล้านคนชื่นชอบ ก็ยากจะปฏิเสธได้ว่ามันไม่อร่อย ปกติแล้วมักทำขึ้นโดยใช้ครีมสองชั้นและราดด้วยน้ำเชื่อมเข้มข้น เป็นที่นิยมในอินเดีย ปากีสถาน เนปา และประเทศในแถบเอเชียใต้


5. ฮาโล ฮาโล ( Halo Halo)
จานเด็ดของชาวฟิลิปปินส์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้ไข่บาลุท แต่รับ
ประกันได้ว่าไม่น่าสะอิดสะเอียน ทั้งนี้ ฮาโล ฮาโล ไม่มีสูตรการทำที่แน่นอน แต่ดูๆไปก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำแข็งใสของบ้านเรา โดยนำน้ำแข็งบดมาเติมด้วยเครื่องเคียงเช่นถั่วเขียว ลูกตาล ขนุน มะพร้าวอ่อน ไอศกรีม  วุ้นมะพร้าว สับปะรด และอื่นๆ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการราดนมข้นหวานและน้ำเชื่อม โดยสามารถหารับประทานได้ทุกที่ในกรุงมะนิลา

  
6. แบล็คฟอเรสท์เค้ก (BlackForestCake)
ด้วยความมีชื่อเสียงในเรื่องชนิทเซล เบียร์ และเค้กรสชาติอร่อยมากมาย จึงไม่น่าแปลกใจที่เยอรมนีจะกลายเป็นสถานที่ดื่มกินยอดนิยมของเรา โดยเจ้าช็อกโกแลตเค้กที่ทับซ้อนหลายชั้นด้วยครีม เชอร์รี่ และบรั่นดีผลไม้นี้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นยุค 1900 ทางตอนใต้ของเยอรมนี (ภายหลังได้รับการปรุงแต่งให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยฝีมือของช่างทำเค้กในกรุง เบอร์ลิน) และทุกวันนี้เป็นทื่ชื่นชอบของคนทั่วโลก



7. ข้าวเหนียวมะม่วง(Mango with Sticky Rice)
ขนมหวานแบบไทยๆ ที่นำมะม่วงสุกเหลืองอร่ามมาทานคู่กับข้าวเหนียวมูนราดด้วยน้ำกะทิ ฟังแล้วชวนน้ำลายสอเป็นอย่างยิ่ง โดยได้รับความนิยมจากทั้งชาวสยามและชาวต่างชาติ ทั้งยังสามารถหาลิ้มลองได้ทั้งที่โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ภัตตาคาร และร้านอาหารตามท้องถนนทั่วไป



8. แอปเปิ้ล พาย ( Apple Pie )
มีต้นกำเนิดจากเมืองผู้ดี โดยได้รับการคิดค้นขึ้นเมื่อปี 1381 และปกติจะอบด้วยแป้งสองชั้น ในสมัยก่อน ตอนที่ชาวอังกฤษอพยพมาตั้งรกรากในอเมริกา พวกเขาได้นำเมล็ดแอปเปิ้ลมาปลูกด้วย จึงทำให้มันมีความเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมของชาวมะกัน แต่ไม่ว่าจะที่โรงแรมในลอนดอนหรือภัตตาคารในแอลเอ แอปเปิ้ลพายก็เป็นที่ถูกอกถูกใจบรรดาลูกค้าเหมือนกัน


9. นาไนโม บาร์ ( Nanaimo Bars)
  ขนมรสเลิศดังกล่าว มีที่มาจากเกาะแวนคูเวอร์ในเมืองนาไนโม รัฐบริติชโคลัมเบีย โดยได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นจากฝีมือแม่บ้านท้องถิ่นซึ่งได้ส่งเจ้าขนมทรงจัตุรัสชิ้นนี้ไปประกวดในนิตยสารและคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ ปัจจุบัน เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนในแถบอเมริกาเหนือ



10. แครมบรูเล่ ( Creme Brulee)
เนื่องจากวิทยาลัยทรินิตี้ในเคมบริดจ์ได้อ้างว่าพวกเขาคือ ต้นตำรับผู้คิดค้น ขนมสูตรเด็ดนี้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 1600 อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีจุดกำเนิดจากอังกฤษ แต่เชื่อแน่ว่าคงไม่มีสถานที่ใด เหมาะแก่การทานคัสตาร์ดเย็นๆ โรยด้วยน้ำตาลไหม้ ได้เท่ากับใต้หอไอเฟลที่ประดับด้วยไฟสว่างไสวในยามค่ำคืนในกรุงปารีส



ที่มา: http://www.ezythaicooking.com/food_and_drink_information/top_10_sweet.html